การจัดการมุมมองเนื้อหาด้วย Views

Primary tabs

หากกล่าวถึง module ของ Drupal ที่น่าใช้ที่สุด ความสามารถสูงที่สุด และซับซ้อนมากที่สุด คงหนีไม่พ้น Views ถามว่าวัดกันตรงไหน ตอบได้ว่าวัดกันที่ยอดดาวน์โหลด module ที่สูงสุดของ Drupal ในเว็บไซต์หลักของ Drupal (http://drupal.org) เป็นของ Views มานานมากแล้ว (คิดว่าเป็นมาต้นแต่ต้น) เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ยืนยันได้ว่าน่าใช้ที่สุด และความสามารถสูงที่สุด แต่ซับซ้อนมากที่สุดขอบอกว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ย้ำว่าความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ

คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ ทำไม module Views จึงเป็น module ที่ได้รับความนิยมสูงสุดมาอย่างยาวนาน Views มีความสามารถอย่างไรบ้าง ใช้ทำอะไรได้บ้าง ถ้าให้ตอบจริงๆ (ในทัศนะของผู้เขียนซึ่งก็ยังไม่ทะลุกับ module Views มากนัก) ก็ต้องบอกว่ามีความสามารถหลายอย่าง ทำอะไรได้เยอะมาก (ตอบแบบกำปั้นทุบดินดีแท้) หากเอาให้สั้นๆ เข้าใจง่ายได้ใจความ Views คือ module สำหรับการจัดการมุมมองเนื้อหา  และการเชื่อมโยงเนื้อหาในเว็บไซต์ กล่าวคือ การจัดกลุ่มเนื้อหาสำหรับการสร้างเป็นเมนู บล็อคต่างๆ ในเว็บไซต์

เมื่อโมดูล Views มีความสำคัญมากขนาดนี้ แล้วจะไม่เขียนถึง Views ได้อย่างไร แต่ถึงกระนั้นการเขียนถึง Views เป็นเรื่องที่ผมหนักใจอยู่มากพอสมควร เนื่องจากสำหรับผม Views เป็น module ที่มีความซับซ้อนมาก พอมันซับซ้อนแล้วจะเขียนอย่างไร ให้ผู้อ่านอ่านแล้วเข้าใจไปไม่รู้สึกซับซ้อนไปด้วย อีกทั้งความสามารถของ Views ที่สามารถทำอะไรได้เยอะมาก หากผมเขียนได้ไม่ครอบคลุมก็เกรงว่าจะไม่สมกับคำที่ได้เปรยไว้แต่ต้น และปัญหาก็เกิดกับผู้อ่านที่ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อีก บอกตามตรงว่ารู้สึกกังวลกับเนื้อหานี้มาก อย่างไรก็ตามคิดว่าจะคงเขียนเป็นแนวทางให้ผู้อ่านสามารถเชื่อมโยงกับการสร้างเมนูและการสร้างบล็อคเป็นหลัก เพื่อให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่ายและนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ลองไปเริ่มกันเลยสาธยายแต่น้ำมานานแล้ว

1. module Views เป็น module ที่ต้องติดตั้งเพิ่มเติม ฉะนั้นให้ติดตั้ง module Views ก่อน (Views ต้องการ Chaos tools ฉะนั้นต้องติดตั้ง Chaos tools ก่อนจึงสามารถเปิดใช้ Views ได้) สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ติดตั้ง (ดูวิธีการติดตั้ง module ได้ที่นี่) สำหรับผู้ที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้าใช้งาน Views ได้สองทาง ทางแรกคือ เมนู Modules > Views UI> Configure (อยู่ในแถวเดียวกันด้านขวามือ) ดังภาพ

ทางที่สองคือ Structure > Views ดังภาพ

2. เมื่อคลิกที่เมนู Views แล้วจะปรากฏหน้าจัดการ Views ดังภาพ

 

ตารางรายการ Views ประกอบด้วย 5 คอลัมน์ ด้วยกัน ได้แก่

- Views name = ชื่อ views ควรตั้งให้สอดคล้องกับการทำงานของ Views จริง เพื่อกันความสับสนของผู้จัดการเว็บไซต์เองในกาลข้างหน้า (ผู้ใช้เว็บไซต์ทั่วไปจะไม่เห็นชื่อ Views นี้)

- Description = รายละเอียด Views เพื่ออธิบายรายละเอียดการทำงานของ Views นี้อย่างละเอียด

- Tag = หมวดหมู่ Views ในสร้าง Views เราสามารถกำหนดหมวดหมู่ให้กับ Views ได้ด้วย

- Path = ลิงค์ (URL) สำหรับเชื่อมโยงไปสู่ Views นี้ จะใช้ในกรณีที่เป็นการแสดงผลแบบหน้าเว็บเพจหรือการสร้างเมนู ส่วนการแสดงผลแบบบล็อคไม่ต้องใช้ลิงค์นี้

- Operations = การจัดการ Views ได้แก่ การเปิดใช้งาน (enable), การแก้ไข (edit), การทำสำเนา (clone), การส่งออก (export), การปิดการใช้งาน (disable)

 

3. เพื่อความเข้าใจการทำงานของ Views ตั้งแต่เริ่มต้น เราจะมาสร้าง Views ใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงเนื้อหาประเภท News ที่ได้สร้างไปเมื่อเนื้อหาที่แล้ว (การจัดการประเภทเนื้อหา (content types)) โดยคลิกที่เมนู Add new view ด้านบนเหนือตาราง จะปรากฏหน้าสำหรับสร้าง Views ดังภาพ

ส่วนที่ 1 คือ การกำหนดชื่อและรายละเอียดของ Views ซึ่งจะไปแสดงในตารางหน้าจัดการ Views ในสองคอลัมน์แรก

ส่วนที่ 2 คือ รูปแบบการคัดกรองและจัดเรียงเนื้อหา เป็นการกำหนดชนิดเนื้อหาที่ต้องการให้แสดง และลำดับการจัดเรียง ชนิดเนื้อหาประกอบด้วย 7 ชนิด ได้แก่

- Content = ประเภทของเนื้อหา (อ้างอิงจาก Content types)

- Comments = ความคิดเห็น หากต้องการกรองความคิดเห็นเฉพาะเนื้อหาบางประเภท เช่น ความคิดเห็นเฉพาะในเนื้อหาประเภท News เป็นต้น สามารถเพิ่มเติมได้ภายหลัง โดยการแก้ไขในส่วนของ Filter Criteria

- Files = ไฟล์ เป็นไฟล์ที่มาจาก file field จากการเพิ่ม field แนบไฟล์ไปกับเนื้อหา (กรณีที่เป็น image field จะอยู่ในส่วนของ content)

- Content Revisions = รุ่นของเนื้อหาที่ได้สร้างขึ้นจากการแก้ไขปรับปรุงเนื้อหา (Drupal จะให้เจ้าของเนื้อหาสามารถบันทึกรุ่นของเนื้อหาไว้ได้ หากได้รับสิทธิ์ในข้อนี้)

- Taxonomy Terms = หมวดหมู่และป้ายคำ (Tags)

- Users = ผู้ใช้ สมาชิกของเว็บไซต์

- Module/ Theme/ Theme engine = Module และ Theme

เมื่อเลือกชนิดเนื้อหาที่ต้องการแสดงได้แล้ว ส่วนถัดมาก็คือ การเลือกกลุ่มย่อย (of type) เฉพาะ Content และ Taxonomy Terms สุดท้ายคือ การเรียงลำดับ (sorted by) ส่วนมากจะมี 4 ลักษณะ ได้แก่

- Unsorted = ไม่มีการเรียงลำดับ

- Newst first = ใหม่มาก่อน กล่าวคือ เนื้อหาที่เขียนล่าสุดอยู่บนสุด อ้างอิงตามเวลา และวันที่เขียนเนื้อหา

- Oldest first = เก่ามาก่อน กล่าวคือ เนื้อหาที่เขียนก่อน (เก่า) อยู่บนสุด อ้างอิงตามเวลา และวันที่เขียนเนื้อหา

- Title = เรียงตามชื่อเรื่อง (ตัวอักษร)

ส่วนที่ 3 คือ การสร้าง Views แบบหน้าเว็บเพจ (page) เป็นการกำหนดการแสดงผลสำหรับหน้าเว็บเพจ ประกอบด้วย

- Page title = ชื่อหน้าเว็บเพจ จะปรากฏอยู่บนสุดของหน้าเว็บเพจ

- Path = ลิงค์ (URL) สำหรับเข้าถึงหน้าเว็บเพจ

- Display format = รูปแบบการแสดงผล ส่วนนี้มีความสำคัญต่อรูปแบบการแสดงผลเป็นอย่างมาก ประกอบด้วย

  -- Grid = การแสดงผลรูปแบบสดมภ์

  -- HTML list = การแสดงผลรูปแบบรายการ (นิยมใช้ในการแสดงผลแบบบล็อค)

  -- Jump menu = การแสดงผลรูปแบบ drop down ที่เป็นลักษณะการลิงค์ไปยังเนื้อหาที่เลือกเหมือนการคลิกเลือกเมนู

  -- Table = การแสดงผลรูปแบบตาราง (การเพิ่มคอมลัมม์ต้องทำภายหลัง โดยการเพิ่มในส่วนของ Fields)

  -- Unformatted list = การแสดงผลแบบอ้างอิงรูปแบบลักษณะเนื้อหาเป็นหลัก (นิยมใช้เมื่อต้องการแสดงหน้าเว็บเพจแบบเนื้อหาฉบับย่อ (teasers))

ในส่วนของ Display format จะมีรูปแบบของลักษณะเนื้อหาให้เลือก ซึ่งอยู่หลังรูปแบบการแสดงผล ประกอบด้วย

  -- teasers = เนื้อหาฉบับย่อหรือส่วนคำโปรย

  -- full posts = เนื้อหาฉบับเต็ม จะแสดงเนื้อหาทั้งหมด

  -- titles = หัวเรื่องหรือชื่อเรื่อง

  -- titles (linked) = หัวเรื่องพร้อมลิงค์ไปสู่เนื้อหาฉบับเต็ม

  -- fields = field ต่างๆ ของเนื้อหา เช่น หัวเรื่อง (title), เนื้อความ (body) เป็นต้น

 - Items to display = จำนวนการแสดงเนื้อหาต่อหน้าเว็บเพจ (กรอกตัวเลขที่ต้องการ)

- Use a pager = เปิดใช้ปุ่มถัดไปและย้อนกลับ จะปรากฏเมื่อในกรณีที่มีเนื้อหามากกว่าที่กำหนดไว้ในเช่อง Items to display

- Create a menu link สร้างเมนูสำหรับเชื่อมโยงมาสู่เนื้อหานี้ (เมื่อทำการบันทึก Views จะสร้างเมนูสำหรับเชื่อมโยงหน้าเว็บเพจที่สร้างขึ้นด้วย)

- Include an RSS feed = การเปิดใช้งาน RSS feed สำหรับหน้านี้ เพื่อความสะดวกของผู้ใช้ในการติดตามเนื้อหาในเว็บไซต์

 ส่วนที่ 4 คือ การสร้าง Views แบบบล็อค (block) เมื่อต้องการสร้างบล็อคเนื้อหา เช่น เนื้อหาล่าสุด ความคิดเห็นล่าสุด เนื้อหาที่น่าสนใจ เป็นต้น ให้คลิกเลือก Create a block จะปรากฏในส่วนของรูปแบบการแสดงผล (Display format) ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับในส่วนของหน้าเว็บเพจ (page) ฉะนั้นขอละส่วนนี้ไว้ในฐานที่เข้าใจ

เมื่อตรวจสอบการกำหนดค่าต่างเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้คลิกปุ่ม Continue & edit จะปรากฏหน้าสำหรับกำหนดค่าต่างๆ อย่างละเอียดซึ่งเราสามารถเพิ่มเติม แก้ไขหน้าเว็บเพจและบล็อคที่เราสร้างขึ้นได้อย่างที่ต้องการ (จะเป็นหน้าหลักของ Views ที่ใช้สำหรับแก้ไข) แต่จะขออธิบายพอสังเขป ดังภาพ

4. หน้าปรับปรุง แก้ไขการกำหนดค่าต่างๆ ในการแสดงผล ความจริงหน้านี้คือหน้าการจัดการกำหนดค่าต่างๆ ของ Views มาแต่ดั้งเดิม แต่เมื่อพัฒนามาถึง Drupal 7 เพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายดาย สะดวก และรวดเร็ว Views จึงได้เพิ่มในส่วนของหน้า wizard (หน้าก่อนหน้านี้ในขั้นตอนที่ 3) ขึ้นมา พูดง่ายๆ ก็คือ Views เวอร์ชั่น 3 จะใช้งานได้ง่ายขึ้นนั่นเอง ผู้ที่ใช้ Views เวอร์ชั่นก่อนหน้านี้จะคุ้นเคยกับหน้าของ Views หน้านี้เป็นอย่างดี สำหรับผู้ใช้ใหม่ก็ไม่ต้องกังวลแต่อย่างใด เนื่องจากหน้านี้คือผลลัพธ์ของหน้า wizard ในขั้นตอนที่ 3 นั่นเอง สังเกตก็จะมีคำซ้ำๆ เดิมๆ กับหน้า wizard เช่น Title, Format, Fields, Menu, Pager, Path, Sort เป็นต้น ซึ่งก็เป็นการกำหนดค่าอย่างเดียวกัน เพียงแต่ตอนนี้อยู่ในรูปแบบการกำหนดค่าที่มีรายละเอียดมากขึ้น หากคุณเป็นคนที่คุ้นเคยกับการ Query ข้อมูลในฐานข้อมูลก็จะช่วยให้คุณกำหนดค่าหน้านี้ได้รวดเร็วขึ้น เพราะคำส่วนใหญ่จะมีลักษณะเดียวกับคำในฐานข้อมูล ทั้งนี้เนื่องจาก Views เองก็ทำหน้าที่ในการ Query ข้อมูลที่มีอยู่ในฐานข้อมูล เพื่อนำมาแสดงผลตามที่เราต้องการนั่นเอง แต่ช่วยให้ง่ายขึ้นสำหรับผู้ไม่ถนัดการใช้ภาษาฐานข้อมูล

 ส่วนที่ 1 คือ การจัดการ Views ประกอบด้วย การเพิ่ม Views ประเภทบล็อค (block) ประเภทเว็บเพจ (page) เป็นต้น หากต้องการเพิ่ม Views ก็สามารถคลิกที่ปุ่ม Add ได้เลย แล้วเลือกประเภท Views ที่ต้องการเพิ่ม และกำหนดค่าต่างๆ นอกจากนี้ยังมีส่วนของการจัดการ Views เช่น การแก้ไข (edit), การก็อปปี้ (copy), การส่งออก (export), การลบ (delete) เป็นต้น

ส่วนที่ 2 คือ การแก้ไขรายละเอียดหน้าเว็บเพจ (page) ดังที่เขียนไปข้างต้นว่ารายละเอียดหน้านี้จะมีลักษณะเดียวกับหน้า wizard ในขั้นตอนที่ 3 ฉะนั้นจะขออธิบายอย่างคราวๆ เพื่อความเข้าใจเพิ่มเติมเท่านั้น

การแก้ไขในหน้าเว็บเพจนี้ทำได้โดยการคลิกตัวอักษรที่มีสีฟ้า (สีอาจแตกต่างกันไปในแต่ละ Theme) จากนั้นจะปรากฏหน้าต่างขึ้นมาเพื่อกำหนดค่า จากนั้นกดปุ่ม apply (All displays) (อาจมีหน้าเว็บเพจให้กำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม หากไม่แน่ใจในรายละเอียดก็ให้ข้ามขั้นตอนนี้ไปก่อน จากนั้นกดปุ่ม Apply อีกครั้ง)

 

ตัวอย่างการแก้ไข เช่น

- Format ในหน้า wizard จะอยู่ใน Display format ของส่วนที่ 3 ซึ่งเป็นการกำหนดรูปแบบการแสดงผล ดังภาพ

 

- Fields ในหน้า wizard จะอยู่ในส่วน Display format ของส่วนที่ 3 เช่นกัน ในส่วนของ of เพียงแต่ในขั้นตอนนี้เราสามารถเพิ่ม Field ได้มากกว่า 1 Field กรณีที่เลือก Unformatted list และ teasers ในหน้า wizard ต้องเลือก Show เป็น Field ก่อน ดังภาพ

เมื่อกดปุ่ม Apply  การแสดงผลของ Field ก็จะเปลี่ยนไป (ดูผลการเปลี่ยนได้ที่ส่วนที่ 3 ด้านล่างของหน้า) ดังภาพ

ในส่วนของ Fields หากต้องการเพิ่ม Field สามารถคลิกที่ปุ่ม Add จะปรากฏหน้าต่างเลือก ซึ่งมีให้เลือกเยอะมาก แต่จะจัดจำแนกตามกลุ่มของ Field เนื้อหา ประกอบด้วย Content, Content revision, File Usage, Global, Search (อาจเพิ่มขึ้นเมื่อเปิดใช้ Module บางตัว) ซึ่งสามารถกรองเนื้อหาที่ Filter ของ Search อย่างไรก็ตามที่ใช้กันมากที่สุดก็จะเป็นในส่วนของ Content เนื่องจากประกอบด้วยหลายส่วน เช่น ความคิดเห็น (comment), หมวดหมู่ (taxonomy), วันเวลาที่โพสต์ (post date), การเผยแพร่ (published) เป็นต้น

 

 

 

กรณีตัวอย่าง เมื่อต้องการแสดงวันเวลาที่โพสต์เนื้อหา

- คลิกปุ่ม Add เลือก Content: Post date จากนั้นคลิกปุ่ม Apply (all displays) ดังภาพ

หมายเหตุ : การเลือก field สามารถเลือกได้มากกว่า 1 field

- จะปรากฏหน้าให้กำหนดค่าของ field ที่สำคัญเบื้องต้นก็คือ ชื่อของ Field ที่แสดง และรูปแบบเวลาที่แสดง แล้วคลิกปุ่ม Apply (all displays) ดังภาพ

 หมายเหตุ : หากต้องการลบ Field สามารถคลิกปุ่ม Remove ได้เลย

- ผลจากการกำหนดค่าในรูปแบบ HTML list และ Field ประกอบด้วย Content: Title, Content: Post date (เขียนเมื่อ) จะได้การแสดงผล ดังภาพ


กรณีตัวอย่าง เมื่อต้องการแสดงจำนวนความคิดเห็นในเนื้อหา

- คลิกปุ่ม Add เลือก Content: Comment count จากนั้นคลิกปุ่ม Apply (all displays)

- จะปรากฏหน้าให้กำหนดค่าของ field ที่สำคัญเบื้องต้นก็คือ ชื่อของ Field ที่แสดง และข้อความด้านหน้า-ด้านหลัง แล้วคลิกปุ่ม Apply (all displays) ดังภาพ

 

- ผลจากการกำหนดค่าในรูปแบบ HTML list และ Field ประกอบด้วย Content: Title, Content: Post date (เขียนเมื่อ), Content: Comment count (ความคิดเห็น) จะได้การแสดงผล ดังภาพ

หมายเหตุ : ไม่ต้องการให้แสดงข้อความที่เป็นชื่อของ Field (เขียนเมื่อ, ความคิดเห็น) ในช่องของ Label ก็ไม่ต้องใส่ข้อความใดใด

 

กรณีที่ต้องการเรียงลำดับการแสดงผลใหม่ สามารถทำได้โดยการคลิกปุ่ม Add > rearange ดังภาพ

จะปรากฏหน้าสำหรับการจัดลำดับใหม่ โดยคลิกและลากเมาส์ที่เครื่องหมายบวกหน้า field ที่ต้องการจัดลำดับใหม่ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม Apply (all displays) ดังภาพ


หมายเหตุ : หากสังเกตจะเห็นว่า field ที่ถูกจัดลำดับใหม่จะมีเครื่องหมาย * กำกับอยู่ด้วยเสมอ เพื่อบอกว่ายังไม่ได้บันทึกการกระทำนั้น หากต้องการบันทึกก็ให้คลิกปุ่ม Apply (all displays)

เมื่อดูผลการจัดลำดับใหม่จะได้การแสดงผล ดังภาพ

 

 - Filter criteria ในหน้า wizard จะอยู่ใน show ของส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นการคัดกรองเนื้อหาที่ต้องการแสดงผล ในหน้านี้เราสามารถเพิ่มวิธีการคัดกรองเนื้อหา และแก้ไขการคัดกรองได้ โดยมีหลักการเช่นเดียวกับส่วนของ field ที่ผ่านมา (ฉะนั้นขอละเนื้อหาในส่วนนี้ไว้ในฐานที่เข้าใจ) โดยคลิกปุ่ม Add ในกรณีที่ต้องการเพิ่มวิธีการคัดกรอง (หากต้องการแก้ไขให้คลิกที่ field ที่มีอยู่ได้เลย) ดังภาพ

หมายเหตุ : วิธีการคัดกรองมักนิยมใช้การเลือกประเภทเนื้อหา (content type) ซึ่งจะสัมพันธ์กับการจัดการประเภทเนื้อหาที่ผ่านมานั่นเอง ส่วนการเผยแพร่เนื้อหา (published) คือ การคัดกรองเนื้อหาที่ผู้เขียนเนื้อหาได้เผยแพร่นั่นเอง (การกำหนดว่าจะเผยแพร่หรือไม่เผยแพร่เนื้อหานั้น ต้องได้รับสิทธิ์ (node>Administer content ) จากผู้ดูแลเว็บไซต์เท่านั้น หากไม่ได้รับสิทธิ์ผู้ดูแลเว็บไซต์ส่วนใหญ่จะกำหนดให้เมื่อบันทึกเนื้อหาเท่ากับเผยแพร่ทันที)

 

- Sort criteria ในหน้า wizard จะอยู่ใน sorted by ของส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นการกำหนดรูปแบบการเรียงลำดับเนื้อหา รูปแบบที่นิยมใช้ เช่น เรียงตามเวลาที่โพสต์ (Content: Post date (des=ใหม่มาก่อน, asc=เก่ามาก่อน)), เรียงตามการปรับปรุงเนื้อหา (Content: Updated date), เรียงตามชื่อเนื้อหา (Content: Title), เรียงตามจำนวนการการแสดงความคิดเห็น (Content: Comment count (des=มากไปหาน้อยน, asc=น้อยไปหามาก)) เป็นต้น

 

- Page settings ในหน้า wizard จะอยู่ในส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นการกำหนดค่าของหน้าเว็บเพจ เช่น ลิงค์ (Path), เมนู (Menu), จำนวนการแสดงผล (Pager) เป็นต้น ดังภาพ

สำหรับการสร้างเมนูหากไม่อยากสร้างจากตรงนี้เราก็สามารถนำ Path (ในที่นี้คือ news) ไปสร้างเป็นเมนูได้เช่นกัน ดูที่เนื้อหาการจัดการเมนู

 

ส่วนที่ 3 คือ การแสดงตัวอย่างจากการกำหนดค่าต่างๆ เราสามารถดูผลการเปลี่ยนแปลงได้จากตรงนี้ (ด้านล่างของหน้าเว็บเพจ) ซึ่งมีลักษณะเหมือนการแสดงผลจริง

เมื่อกำหนดค่าได้ตามความต้องการให้ทำการบันทึก Views โดยคลิกปุ่ม save (มุมบนด้านขวา) เพื่อทำการบันทึก Views สำหรับใช้งานต่อไป

หลักการทำงานของ Views มีลักษณะเดียวกันทั้งหมด แตกต่างกันก็แค่การกำหนดค่าต่างๆ ในแต่ละส่วน ซึ่งต้องอาศัยการทำความเข้าใจรายละเอียดอยู่พอสมควร แต่คิดว่าไม่ยุ่งยากมากนัก เนื่องเราก็มีกำหนดค่าหลักๆ มาจากหน้า wizard อยู่แล้ว แต่สำหรับรายละเอียดต่างๆ นั้นคงต้องฝากให้ศึกษากันด้วยตนเอง เกินกำลังผมที่จะอธิบายได้ครอบคลุมทั้งหมด หากแต่การใช้งานเบื้องต้นคิดว่าคงครอบคลุมพอสมควร และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานต่อไปได้

 

ก่อนจบขอทิ้งท้ายเรื่องของการสร้างบล็อค (Block) ด้วย Views คุณสามารถสร้างบล็อคโดยคลิกปุ่ม Add ในส่วนที่ 1 เลือก Block แล้วกำหนดค่าตามที่ต้องการ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับหน้าเว็บเพจทุกประการ เพียงแต่ไม่มีในส่วนของ Page settings เท่านั้น บล็อคที่สร้างเสร็จแล้วจะไปปรากฏในหน้าของ Block (Structure>Block) ทันที แต่จะอยู่ในส่วน Disabled หากต้องการเปิดใช้ก็เลือกที่คอลัมน์ Region แล้วเลือกตำแหน่งที่ต้องการแสดงบล็อค (ดูในเนื้อหาการสร้างบล็อค)

เป็นอีกหนึ่งเนื้อหาที่ยาวมาก ด้วยรายละเอียดของการทำงานที่เยอะและใช้เวลาเขียนนานพอสมควร มีอะไรไม่เข้าใจตรงไหนแลกเปลี่ยนกันได้ อยากให้แนะนำเรื่องไหนเป็นพิเศษก็แนะนำกันมานะครับ ยินดีเสมอ

Comments

จากเรื่องที่ติดค้างในการอบรมเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2555 ที่ผ่านมา คือ เรื่องการคัดกรองเนื้อหา (filter criteria) ด้วยหมวดหมู่ (term) การคัดกรองเนื้อหานั้นให้เพิ่ม field ส่วนของ filter criteria เป็น Content: Has taxonomy term จากนั้นกด apply (all displays)

เลือกกลุ่ม Vocabulary ที่ต้องการหรือที่มีหมวดหมู่ (term) ที่ต้องการอยู่

จากนั้นให้เลือก Is one of <term ที่ต้องการ> จากนั้นกด apply (all displays)

"Our Soul is for the Benefit of Mankind"